Posted in บทความพิเศษ

หลงหายไปในตัวหนังสือและเสียงดนตรี กับจิรภัทร อังศุมาลี

“จิรภัทร อังศุมาลี” หรืออีกนามปากกาหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในวงการนักเขียนนักอ่านคือ “สิเหร่” ที่ได้เขียนเรื่องราวมาแล้วมากมาย ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น และรวมเรื่องสั้นอื่นๆ ที่อาจคุ้นเคยจากการเข้ารอบรางวัลซีไรต์ในหลายต่อหลายครั้ง เช่น นวนิยาย “เล่นเงา” รวมเรื่องสั้น “วิปริต” หรือว่าจะเป็นงานเขียนสารคดี “ใบไม้ร่วงเดือนมีนาคม” และ “6708 กิโลเมตร บทเก็บตกจากริมทางรถไฟไซบีเรีย – ฮ่องกง” เป็นต้น

เขาเป็นหนุ่มใต้ เรียนจบมัธยมต้นที่โรงเรียนภูเก็ต จบมัธยมปลายโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย จบ ปวช. จากโรงเรียนอาชีวศิลปศึกษา เคยเป็นครูสอนศิลปะอยู่หนึ่งปี และเริ่มเข้ามาทำงานด้านการเขียนกับหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยในช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไปในที่ต่างๆ และมีงานเขียนออกมาอย่างต่อเนื่องให้เราได้อ่านกัน ทั้งในนามปากกา “สิเหร่” และนามจริง “จิรภัทร อังศุมาลี”

ไม่ได้มีเพียงแค่งานเขียนเท่านั้นที่จิรภัทรหลงใหล ดนตรีและการวาดภาพก็เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเขียนงานต่างๆ ออกมาได้ เพราะสำหรับเขา งานเขียน ภาพวาด และดนตรีคือเรื่องเดียวกัน ศิลปะคือความเชื่อมโยงเข้าหากันในทุกแขนง จิรภัทรพูดถึงความเชื่องโยงของสามอย่างนี้ไว้ว่า

“คุณเขียนหนังสือ นอกจากคุณต้องอ่านหนังสือแล้วคุณยังต้องฟังเพลง ถ้าคุณเสพงานจิตรกรรมด้วยก็ยิ่งดีใหญ่ คือมันผูกพันกัน ยังไงมันก็หนีกันไม่พ้นเรื่องของศิลปะ”

การกลับหวนคืนสู่หน้ากระดาษของจิรภัทรในครั้งนี้ เขานำ “หลงหลายไปในฝัน” รวมเรื่องสั้นชุดพิเศษที่พูดถึง “ฝัน” อันเป็นสิ่งที่เราทุกคนมีมาฝาก พร้อมตั้งคำถามต่อการได้มาซึ่งความฝัน และเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นกับคนผู้หนึ่งในการเดินไปสู่ความฝันของตัวเอง

            “เราชอบแผ่นของ ECM มาก เราเจอแผ่นหนึ่งของ Paul Motian ชื่ออัลบั้มชุด Lost in a dream โอ้โห! เราชอบมากเลย มันใช่มากเลยกับเรื่องสั้นที่เราเขียน”

จิรภัทรเอ่ยถึงหนึ่งในแรงบันดาลใจที่เลือกใช้ความฝันมาเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้

ความพิเศษของเรื่องเล่าชุดนี้อีกหนึ่งอย่างคือทุกเรื่องจะถูกขับเคลื่อนด้วยดนตรีเสมอ ทั้งคนเล่นดนตรี เครื่องดนตรี และเสียงดนตรี ไหลอยู่บนเรื่องราวในหน้ากระดาษหนังสือเล่มนี้

จุดเริ่มต้นของรวมเรื่องสั้นชุดนี้เกิดขึ้นยังไง

จริงๆ เรื่องสั้นชุดนี้มันเขียนไว้นานแล้ว บางเรื่องก็ 10 กว่าปี อย่างเรื่องหลงหายไปในฝันร่างแรกที่เขียนเมื่อสัก 10 กว่าปีที่แล้ว

ตอนแรกชื่อว่า “ดอกฝน” แล้วก็ทิ้งเอาไว้ อาจจะเป็นเพราะเรื่องค่อนข้างโรแมนติก เราไม่ค่อยเก่งเรื่องพวกนี้ มันก็เลยไม่มั่นใจ จนวันหนึ่งกลับไปอ่านอย่างจริงจัง เจอคำคำหนึ่งตอนที่ตัวละครผู้หญิงอยู่ที่แหลมพรมเทพ พระอาทิตย์ตกแล้วมันสวยมาก ผู้หญิงก็พูดขึ้นมาว่า “เหมือนเราหลงหายไปในฝัน” แล้วคำว่า “หลงหายไปในฝัน” ก็สะกิดความรู้สึกเพราะน่าจะเป็นชื่อเรื่องได้ แล้วก็คำว่า “หลงหายไปในฝัน” ก็น่าจะเป็นตัวประเด็นของเรื่องสั้นเรื่องอื่นๆ ที่แต่ละคนต่างก็มีความฝัน

ทุกคนมีความฝันอยู่แล้ว บางคนอาจจะทำฝันได้สำเร็จ บางคนก็พูดแต่เรื่องความฝันแต่ไม่เคยทำอะไรเลย เหมือนกับหลงอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ทำอะไร แต่บางคนทุ่มชีวิตทั้งชีวิตเพื่อจะทำความฝันตัวเองให้เป็นจริง ที่สุดแล้วอาจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ล้มเหลว

ทำไมต้องชื่อว่าหลงหายไปในฝัน

นักเขียนเรื่องสั้นบางคนอาจจะมีเทคนิควิธีคิดแตกต่างกันไป แต่เรามีความรู้สึกว่าพอตั้งประเด็นเรื่องขึ้นมาว่า “หลงหายไปในฝัน” ทำให้นึกถึงตัวละครที่จะเอามาทำให้เป็นเรื่องสั้นแต่ละเรื่องได้ง่ายขึ้น แล้วก็อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ คล้ายๆ กับว่าทำให้เราผูกโครงเรื่องยึดอยู่ในประเด็นของความฝันทั้งหมด ทุกเรื่องใน 8 เรื่องนี้จะยึดโยงอยู่ในความฝัน ความฝันของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ก็เลยเป็นประเด็นที่ทำให้ง่ายขึ้นต่อการเขียนเรื่องสั้นชุดนี้ออกมา

วันหนึ่งเราเที่ยวอยู่ในลอนดอน แล้วเข้าไปร้านฟรอยด์ ร้านหนังสือฟรอยด์นี่ใหญ่มาก คล้ายๆ โซโฮ ที่ชั้นสามจะแบ่งเป็นซีกซ้ายเป็นขายซีดีแจ๊ซ ซีกขวาเป็นคลาสสิค เราชอบแผ่นของ ECM มาก เราเจอแผ่นหนึ่งของ Paul Motian ชื่ออัลบั้มชุด Lost in a dream โอ้โห! เราชอบมากเลย มันใช่มากเลยกับเรื่องสั้นที่เราเขียน คือเป็นอารมณ์เดียวกัน และช่วงที่ใช้เวลาเขียนเรื่องสั้นทั้งหมดรวมทั้งเรื่อง “หมอกแดด” ที่เป็นของเก่ามาทำใหม่ มันทำในช่วงเวลานั้นประมาณเดือนสองเดือน ทำจนเสร็จหมดเลย มันเกิดพลัง สนุกมาก และมันเป็นแบบที่เราชอบ

เนื้อเรื่องส่วนใหญ่พูดถึงการเดินทาง และมีฉากทั้งในไทยและต่างประเทศ อยากให้ช่วยเล่าชีวิตกับการเดินทางให้ฟังหน่อย

เราเป็นคนที่ชอบเดินทาง งานเขียนส่วนใหญ่ก็เป็นงานเกี่ยวกับหนังสือท่องเที่ยว หนังสือเพื่อนเดินทาง แต่ก่อนหน้านั้นตั้งเป้าชีวิตเอาไว้ว่าจะต้องออกไปข้างนอกให้ได้ ไปยังไงก็ได้

ช่วงที่เขียนใน “หลงหายไปในฝัน” เป็นช่วงประมาณปี 1981 เราไปแคนาดา ขับรถกับเพื่อน ไปทั้งประเทศเลย อยู่ประมาณเดือนกว่า ขับรถเที่ยวไปเรื่อยเลย อยู่โตรอนโตประมาณเกือบ 3 เดือน แล้วก็บินมาที่ปารีส

ปีนั้นเป็นปี 1981 จำได้ว่ามิตแตร์รองด์ได้เป็นประธานาธิบดี ครั้งแรกที่ฝ่ายสังคมนิยมชนะ บนถนนฌ็องเซลิเซ่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว แล้วก็ขับรถออกมาบีบแตรร่วมแสดงความยินดีมากมาย เราก็เลยมีความรู้สึกว่า มันอะไรกันวะเนี่ย เราไม่เคยเห็นใช่ไหม มันก็สนุกดีนะสิ่งเหล่านี้

เราพบเพื่อน พบกวี พบศิลปิน อาร์ตติสที่เขียนรูปแลกเศษตังค์นักท่องเที่ยวอยู่หน้าจอร์จ ปงปีดู เขียนพอตเทรตเยอะแยะไปหมด ได้คุยได้เป็นเพื่อนกัน แล้วประเด็นพวกนี้มันก็เลยถูกผูกพันอยู่ข้างใน อยู่ในความรู้สึกของเรามานาน

มีผู้เฒ่าคนหนึ่งที่เขียนในเรื่อง “เงาในเงา” ที่เป่าคลาริเน็ต คนนี้มีตัวตนจริง เป็นขี้เมาที่วันๆ กินแต่ไวน์ แต่ว่าเป่าคลาริเน็ตนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย สุดยอด คนคนนี้มีอิทธิพลกับเราพอสมควรเพราะใกล้ชิดกัน ก็อย่างในเรื่องที่เขียนเลย เพราะผูกพัน

แล้วจากนั้นก็เดินทางไปเรื่อย จากปารีสก็ใช้เวลาช่วงหนึ่ง พอมีเงินขึ้นมาหน่อยก็นั่งรถไฟข้ามมาสวิส ข้ามมาเยอรมันอยู่อย่างนี้ ช่วงเวลาที่เดินทางส่วนใหญ่จะไปคนเดียว ทำอะไรคนเดียว อารมณ์แบบอยากเจอความรู้สึกที่มันเหงาแบบเจ็บๆ ว่าเป็นอย่างไร เหงาจนน้ำตาซึมอะไรแบบนั้น ไม่รู้สินะ เราว่าคนหนุ่มสาวน่าจะลองใช้ชีวิตแบบนี้ช่วงหนึ่งก่อนที่จะมาทำงานจริงๆ มันได้อะไรกับชีวิตเยอะ

ประเด็นพวกนี้ การเดินทางทั้งเมืองไทยทั้งต่างประเทศ มันทำให้มีข้อมูลเพื่อที่จะเขียนนิยาย เขียนเรื่องสั้นออกมาได้ง่ายขึ้น

ดนตรีมีบทบาทมากๆ ในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ ทำไมถึงต้องเป็นดนตรี โดยเฉพาะแจ๊ซ

ช่วงเวลาเดินทาง อาจจะเป็นเพราะเดินทางคนเดียวตลอด เพราะงั้นสิ่งที่ติดเป็นเพื่อนประจำก็คือ เทปคาสเซ็ท สมัยนั้นมีวอร์คแมนของโซนี่เกิดขึ้น ทำให้เราอัดเทปคาสเซ็ทพกติดตัวได้ง่าย เวลาเราอยู่คนเดียว นั่งบนรถไฟเรามีก็เพลงฟัง และอาจเป็นเพราะเป็นคนที่ชอบดนตรีอยู่แล้ว ทั้งร็อกทั้งโฟล์ค มันก็เลยทำให้ทิ้งกันไม่ได้กับการเดินทาง

ทุกครั้งที่เดินทาง บางช่วงเวลา บทเพลงแต่ละบททำให้ความรู้สึกของเราซึมเข้าไปกับภาพข้างทางที่เราเห็น เวลาที่รถไฟแล่นผ่านทำให้อารมณ์บางครั้งเหงาจัด บางครั้งก็สนุกสนาน บางครั้งก็มีความสุข อิ่มเอิบกับมัน ก็แล้วแต่ช่วงเวลา แล้วแต่ธรรมชาติสองข้างทาง

บางทีก็เจอผู้คน เจอคนหนุ่มสาว เขามาคุยกับเรา บางครั้งคนที่เราเจอก็ฟังดนตรีเหมือนกัน แล้วชวนเราไปที่บ้านไปฟังแผ่นของเขา ได้แลกเปลี่ยนกัน ทำให้สีสันของการเดินทางมันมีค่าและมีความหมายมากขึ้น

เพราะฉะนั้นตอนเราเขียนเรื่องสั้นออกมา จึงรู้สึกว่าดนตรีที่เราพูดถึงในเรื่องสั้นแต่ละเรื่องจะต้องมีส่วนเชื่อมต่อกับตัวละคร เนื้อเรื่อง ให้สอดอยู่ในนั้นมาตลอด แล้วเรื่องสั้นแต่ละเรื่องเขียนมานาน มันผูกพันมาตั้งแต่เรื่องแรกที่เขียน เรื่อง “ปลายคลื่น” นิยายเรื่องที่เกี่ยวกับภูเก็ต มันก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับดนตรี ก็เลยกลายมาเป็นบุคลิกของเราเวลาเขียนมีจะต้องดนตรี มันทำให้เรื่องสั้นหรือนิยายมีรสชาติขึ้น

จากสถานการณ์ประเทศเราในขณะนี้ แจ๊ซขบวนไหนที่เหมาะจะฟังอย่างยิ่ง

แจ๊ซจริงๆ แล้วเป็นดนตรีที่พูดถึงสังคมการเมืองอยู่แล้ว แต่หมายความว่าเป็นแจ๊ซที่อยู่ทางฝั่งนิวยอร์ก ฝั่ง East Coast คือไม่ใช่แจ๊ซทางฝั่ง West Coast ที่เป็น Cool jazz เป็นแจ๊ซของคนขาว ที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องความรัก ธรรมชาติ ความโรแมนติก แต่ว่าทางฝั่ง East Coast เป็นเรื่องของสีผิว ชนชั้น การต่อสู้ เพราะฉะนั้นแจ๊ซที่มาทางฝั่งนี้จะเป็นของใครก็ได้ อย่างน้อยๆ ก็จะมีเพลงหนึ่งที่ข้องเกี่ยวกับสังคม ข้องเกี่ยวกับการกดขี่ทางสีผิว ชนชั้น ซ้อนอยู่ในบทเพลงทั้งหมดเลย

ที่เด่นชัดก็อย่างชาร์ลส์ มิงกัส อย่าง ไมล์ส เดวิส คุณอย่าคิดว่าไมล์ส เดวิสจะเขียนแต่งานแบบ Kind Of Blue ที่ให้อารมณ์โรแมนติกหรือเหงา แต่จริงๆ งานอีกเยอะแยะของเขาพูดถึงการเมืองที่แรงมากๆ หรืออย่าง Tutu เยอะแยะมากถ้าพูดถึง

ถ้าให้พูดเรื่องสะท้อนการเมืองในประเทศบ้าๆ ของคนบ้าๆ ที่ปกครองประเทศอยู่อย่างบ้าๆ ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน

จาก 8 เรื่องสั้นในชุดนี้ มีเรื่องไหนที่คิดว่าสามารถเชื่อมโยงกับสถานการณ์ตอนนี้ได้บ้าง

ที่เชื่อมได้ก็มีอยู่สองเรื่อง คือ “ในแสงเทียน” ที่เป็นเรื่องของเพื่อนที่เรารักมาก และมีผลกระทบจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ทั้งตัวเขาและเรื่องความรักส่วนตัวด้วย ทำให้เขาต้องไปอยู่ต่างประเทศ

อีกเรื่องคือ “เงาอดีต” เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นถูกยิงตายตรงสี่แยกคอกวัว ซึ่งผมว่าภาพนั้นฝังอยู่ในความรู้สึกของเรา เขาเป็นนักข่าว คุณนึกออกไหม คือยิงนักข่าวหน้าตาเฉยนี่ผมว่ามันขี้ขลาด เป็นใครก็ไม่รู้ หรืออาจจะเป็นทหารก็ได้ ผมว่ามันโคตรขี้ขลาดเลย ทำไมต้องทำขนาดนั้น ภาพนี้มันติดอยู่ในความรู้สึกของผมอยู่นาน ผมเลยอยากทำเรื่องสั้นเรื่องนี้ส่วนหนึ่งให้เขา

มันอาจจะไม่ได้เชื่อมโยงถึงรัฐบาลยุคปัจจุบันนี้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องเชื่อมกันมาตลอด ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ยังไงก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ พฤษภาทมิฬ มันเชื่อมโยงมาจากตัวละครตัวเดียวกันทั้งนั้น ไม่ต่างกันเลย เพราะฉะนั้นสิ่งพวกนี้บางทีมันก็ฝังอยู่ลึกๆ ฝังอยู่ในใจเราที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่รู้จะต้องทำยังไง

อ่านทุกเรื่องแล้วรู้สึกว่าทุกคนมีตัวตน หมายถึงเป็นคนจริงๆ ในชีวิต ช่วยเล่าเบื้องหลังนี้ได้ไหม

เรื่องสั้นชุดนี้ ถ้าว่ากันจริงๆ จะว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของเราก็ได้ เรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวกับเพื่อน พี่ ผู้คนที่รู้จัก ที่เราได้ไปใช้ชีวิตกับเขา อย่างพวกคนหาพลอย ผู้เฒ่าที่อยู่ทะเล คนพวกนี้เราจะผูกพัน

คนพวกนี้เชื่อว่าทุกคนมีความฝันหมด แล้วถ้าให้สรุปความฝันของแต่ละคนมันแทบจะเหมือนกันหมด คือต้องการสิ่งที่ดี คุณจะทำได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ปัจเจกบุคคลไป แต่ส่วนใหญ่ที่เจอไม่สามารถทำได้ ถึงแม้จะทุ่มแรงกาย มุ่งมั่นอย่างตัวละครใน “หมอกแดด” ที่สุดแล้วคือไม่ได้อะไรเลย

และเรื่องสั้นชุดนี้ อาจจะเป็นเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายที่เราเขียนก็ได้

โดยส่วนตัว ชอบเรื่องไหนเป็นพิเศษ และมันผูกโยงกับเราอย่างไรบ้าง

“ในแสงเทียน” คือเรื่องของเพื่อนที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งมาก ทั้งเรื่องของรสนิยม ศิลปะ ดนตรี วรรณกรรมเหมือนกัน เราคุยกัน เรามีช่วงเวลานั่งฟังเพลงด้วยกัน ชอบเพลงในสไตล์เดียวกัน คือทุกอย่างมันเหมือนกันหมด แล้วก็ห่วงหาอาทรซึ่งกันและกัน ก็เลยค่อนข้างจะใช้เวลากับเรื่องนี้มาก

ไม่รู้สิ…เราอยากเขียนเรื่อง “ในแสงเทียน” นี้ให้เป็นเรื่องสั้นที่มันเป็นเรื่องจริง เรื่องจริงๆ เลย แต่ถูกพรีเซนต์ออกมาเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งแค่นั้น แต่ทั้งหมดมันคือเรื่องจริง แต่จะทำยังไงให้อ่านแล้วรู้สึกว่าให้มันมีศิลปะ ทำได้ไหมไม่รู้นะ แต่ว่าอยากทำแบบนั้น

ปกติทำงานศิลปะหลากหลายแบบทั้งดนตรี วรรณกรรม และยังเป็นจิตรกรอีก สิ่งเหล่านี้ก่อกำเนิดและผูกโยงเข้าด้วยกันในความเป็นจิรภัทรอย่างไรบ้าง

ศิลปะมันโยงกันหมด เราว่าคนทำงานศิลปะไม่ว่าจะสาขาใดสาขาหนึ่งต้องรอบรู้ในส่วนของสาขาอื่นด้วย มันจะมีผลประโยชน์ต่อเชื่อมกัน มันซัพพอร์ตซึ่งกันและกันโดยปริยาย ปฏิเสธไม่ได้เลย คุณเขียนหนังสือ นอกจากคุณต้องอ่านหนังสือแล้วคุณยังต้องฟังเพลง ถ้าคุณเสพงานจิตรกรรมด้วยก็ยิ่งดีใหญ่ คือมันผูกพันกันยังไงมันก็หนีกันไม่พ้นเรื่องของศิลปะ หรือบางคนที่เรารู้จัก เล่นดนตรีแต่ไม่อ่านหนังสือ เขาก็อยู่ของเขาได้ ก็แล้วแต่คนไป

แต่อย่างงานเขียน สมมติว่าเขียนนิยาย เขียนเรื่องสั้น ถ้าเราเอาดนตรีเข้ามาข้องเกี่ยวในเรื่องที่เราเขียน เหมือนมูราคามิเขียน ถ้ามันใส่ในจังหวะที่สวยงาม จังหวะที่พอดี จังหวะที่มีความหมาย มันยิ่งทำให้งานเขียนมันมีสีสันที่งดงาม เป็นที่น่าจับต้อง แต่ถ้าเราไม่รู้เรื่องดนตรีเลยเราจะไปเขียนได้ยังไง

เพราะฉะนั้นถ้าคุณรู้เรื่องศิลปะทุกสาขามากเท่าไหร่ยิ่งดีกับสิ่งที่คุณทำกับงานสาขาของคุณ

เท่านั้นแหละผมว่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติ คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ คุณต้องรู้ให้มาก โดยเฉพาะงานศิลปะทั้งหมดทุกสาขา

โลกที่ท่วมท้นไปด้วย Content วรรณกรรมยังจำเป็นอยู่ไหม

มันยังจำเป็นอยู่ดี เราว่าไม่ใช่แค่วรรณกรรม มันก็ศิลปะทุกสาขานั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้กับสังคม ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนก็ตาม สิ่งพวกนี้จะต้องยังมีอยู่ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดหรอก เชื่อสิ ไม่มีทางเลยว่าจะมีอะไรไปทำลายมันได้ เพียงแต่คนจะเสพวรรณกรรมน้อยลง ฟังดนตรีมากขึ้น เพราะดนตรีมันฟังได้ง่ายกว่าอ่านหนังสือ ก็แล้วแต่คนไป

คุณทำให้สิ่งพวกนี้หายไปไม่ได้หรอกครับ ไม่มีทางเลย อย่างเรานึกถึงภาพบาสเกีย (ฌอง-มิเชล บาสเกีย) ที่เขียนภาพออกมาที่ช่วงวัยแค่ 27 ปี แต่สร้างงานมหัศจรรย์ได้แรงขนาดนั้น ทุกคนก็ชื่นชม ทุกคนก็หันมาสนใจอยู่ดี

ไม่มีทางที่จะทำให้สิ่งพวกนั้นมันหายไป ไม่มีเลย ทำยังไงก็หายไปไม่ได้

เรื่อง ประภัสสร สุโคตร

ภาพถ่าย อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์

There are no comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Start typing and press Enter to search

Shopping Cart